วิธีแก้ Google Chrome กินสเปก ทำคอมหน่วง ค้าง หรือเด้งบ่อย ชัวร์ ไม่ต้องง้อร้าน
อย่างไรก็ตาม หากคุณลองทำตามทั้ง 5 วิธีนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังมีอาการหน่วง ค้าง จอฟ้า หรือเด้งดับอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้อาจเกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายใน เช่น ฮาร์ดดิสก์เริ่มเสื่อมสภาพ (Bad Sector), RAM มีปัญหา หรือระบบระบายความร้อนทำงานไม่สมบูรณ์ ในกรณีนี้ เราขอแนะนำให้คุณนำเครื่องไปปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเช็กฮาร์ดแวร์อย่างละเอียด จะเป็นทางออกที่ปลอดภัยและตรงจุดที่สุด!
เคยไหม? เวลาจะเปิดเว็บทำงาน ดูวิดีโอ หรือท่องอินเทอร์เน็ต พอเปิด Google Chrome ขึ้นมาปุ๊บ พัดลมคอมพิวเตอร์กลับร้องดังสนั่น เครื่องเริ่มทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งค้างจนทำอะไรไม่ได้ หรือแย่กว่านั้นคือเบราว์เซอร์เด้งดับไปเองเสียเฉย ๆ ปัญหา Chrome กิน RAM และกินทรัพยากรเครื่องสูง เป็นเรื่องชวนปวดหัวที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องเคยเจอ
แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจยกคอมพิวเตอร์ไปส่งร้านซ่อม หรือกดลง Windows ใหม่ให้เสียเวลาและเสียเงินโดยไม่จำเป็น เรามี 5 วิธีแก้ไขปัญหา Google Chrome ทำคอมหน่วง ค้าง หรือเด้งบ่อย มาให้คุณลองเช็กและทำตามด้วยตัวเอง รับรองว่าทำได้ง่าย ๆ ช่วยคืนความเร็วให้คอมพิวเตอร์ของคุณกลับมาลื่นไหลอีกครั้ง!
1. ปิดแท็บและโปรแกรมที่ไม่ใช้งาน (ลดการทำงานของ RAM โดยด่วน)
สาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ช้าเมื่อเปิด Chrome คือการ “เปิดแท็บค้างไว้จำนวนมาก” พฤติกรรมของ Google Chrome นั้นจะแยกกระบวนการทำงาน (Process) ของแต่ละแท็บออกจากกัน เพื่อความปลอดภัยและความเสถียร แต่ข้อเสียคือ ยิ่งเปิดแท็บเยอะ เบราว์เซอร์ก็จะยิ่งดึง Memory หรือ RAM มาใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีแก้ไขง่าย ๆ:
- ปิดแท็บที่ไม่จำเป็น: ปิดแท็บที่คุณไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยเฉพาะแท็บที่มีการเล่นวิดีโออย่าง YouTube, เว็บไซต์ที่มีโฆษณาเคลื่อนไหวเยอะ หรือหน้าเว็บที่อัปเดตข้อมูลแบบ Real-time
- ใช้ฟีเจอร์ Memory Saver: Chrome มีโหมดประหยัดความจำ (Memory Saver) ในตัว ซึ่งจะช่วยคืนพื้นที่ RAM จากแท็บที่คุณไม่ได้เปิดดูชั่วคราว โดยเข้าไปที่
ตั้งค่า (Settings) > ประสิทธิภาพ (Performance)แล้วเปิดใช้งานโหมดประหยัดความจำ - ปิดโปรแกรมเบื้องหลัง: ปิดโปรแกรมอื่น ๆ ที่เปิดทิ้งไว้บน Windows หากไม่ได้กำลังใช้งาน เช่น เกม หรือโปรแกรมตัดต่อ เพื่อให้ระบบจัดสรรทรัพยากรมาให้การท่องเว็บได้เต็มที่
2. ปิดหรือลบส่วนขยาย (Extensions) ที่ไม่จำเป็น
ส่วนขยาย หรือ Extension ใน Chrome ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำงานสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวบล็อกโฆษณา โปรแกรมแปลภาษา หรือเครื่องมือช่วยแคปหน้าจอ แต่ส่วนขยายเหล่านี้แหละคือตัวการแอบแฝงที่คอยสูบพลังงานและ RAM ของคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา ยิ่งติดตั้งไว้เยอะ ระบบก็ยิ่งทำงานหนักมากขึ้น
ขั้นตอนจัดการส่วนขยายเพื่อเพิ่มความเร็ว:
- พิมพ์
chrome://extensions/ที่แถบที่อยู่ด้านบน แล้วกด Enter - ตรวจสอบรายการส่วนขยายทั้งหมดที่คุณมีอยู่
- ปิดการใช้งาน (Toggle Off): สำหรับส่วนขยายที่คุณนาน ๆ ใช้ที
- ลบออก (Remove): สำหรับส่วนขยายที่ไม่รู้จัก ไม่เคยใช้งาน หรือไม่ได้ใช้อีกต่อไป
การลบส่วนขยายที่ไม่จำเป็นออก นอกจากจะช่วยลดอาการค้างและช่วยให้ Chrome โหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากการถูกแฝงมัลแวร์ผ่าน Extension อีกด้วย
3. อัปเดต Google Chrome ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
หลายคนมักมองข้ามการอัปเดตเบราว์เซอร์เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริง ผู้พัฒนา Google Chrome ได้ออกอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อแก้ไขบั๊ก (Bug) ที่ทำให้เครื่องค้าง ปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรเครื่องให้ดียิ่งขึ้น หากคุณกำลังใช้ Chrome เวอร์ชันเก่าที่ตกรุ่น อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เบราว์เซอร์เด้งหลุดหรือทำงานผิดปกติ
วิธีเช็กและอัปเดต Chrome:
- คลิกที่จุดสามจุด มุมขวาบนของ Google Chrome
- เลือก ความช่วยเหลือ (Help) > เกี่ยวกับ Google Chrome (About Google Chrome)
- ระบบจะทำการตรวจสอบและดาวน์โหลดเวอร์ชันล่าสุดให้อัตโนมัติทันที
- เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ให้กด รีสตาร์ต (Relaunch) เพื่อเริ่มต้นใช้งาน Chrome เวอร์ชันใหม่
4. ล้าง Cache ไฟล์ชั่วคราว และประวัติการท่องเว็บ
เมื่อคุณใช้งาน Google Chrome ไปนาน ๆ เบราว์เซอร์จะทำการบันทึกข้อมูลรูปภาพ ไฟล์แคช (Cache) และคุกกี้ (Cookies) จากเว็บไซต์ต่าง ๆ เอาไว้ในเครื่องเพื่อช่วยให้การเปิดเว็บเดิมในครั้งถัดไปทำได้เร็วขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลเหล่านี้จะสะสมจนมีขนาดใหญ่เกินไป หรืออาจมีไฟล์บางส่วนที่เสียหาย (Corrupted Data) ซึ่งกลับกลายเป็นปัจจัยส่งผลให้ Chrome ทำงานช้าลง ส่งผลให้หน้าเว็บโหลดไม่ขึ้น หรือเบราว์เซอร์ค้างไปเลย
ขั้นตอนการล้างข้อมูลขยะใน Chrome:
- กดปุ่มคีย์ลัด
Ctrl + Shift + Deleteบนคีย์บอร์ด (สำหรับ Windows) - เลือกช่วงเวลาเป็น ตลอดเวลา (All time)
- ติ๊กถูกที่ช่อง ประวัติการท่องเว็บ (Browsing history), คุกกี้และข้อมูลอื่นของไซต์ (Cookies and other site data) และ รูปภาพและไฟล์ที่แคชไว้ (Cached images and files)
- กดปุ่ม ล้างข้อมูล (Clear data)
ข้อควรระวัง: การล้างคุกกี้จะทำให้ระบบออกจากระบบ (Log-out) จากเว็บไซต์ต่าง ๆ คุณอาจต้องกรอกรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานใหม่อีกครั้ง
5. รีสตาร์ตเครื่อง พร้อมตรวจสอบ RAM และพื้นที่ไดรฟ์ C
หากทำตามทั้ง 4 วิธีข้างต้นแล้ว คอมพิวเตอร์ยังคงมีอาการหน่วง ปัญหาก็อาจไม่ได้มาจากตัวโปรแกรม Google Chrome เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากฮาร์ดแวร์หรือระบบปฏิบัติการ Windows ของคุณเริ่มรับไม่ไหว
Checklists ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ:
- การเปิดเครื่องทิ้งไว้นานเกินไป: หากคุณเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้หลายวันโดยไม่ได้ปิด ระบบจะสะสมไฟล์ขยะชั่วคราวไว้เยอะ ให้ลอง สั่งรีสตาร์ตเครื่อง (Restart) ใหม่ 1 ครั้ง เพื่อให้ระบบได้คืนค่าความจำ RAM ทั้งหมด
- ตรวจสอบขนาด RAM: ตรวจเช็กว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมี RAM เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบันหรือไม่ ในยุคนี้การใช้งาน Chrome ร่วมกับงานอื่น ๆ อย่างราบรื่น ควรมี RAM อย่างน้อย 8 GB ถึง 16 GB ขึ้นไป หากเครื่องคุณมี RAM เพียง 4 GB นั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องค้าง
- ตรวจสอบพื้นที่ในไดรฟ์ C (Drive C): ไดรฟ์ C คือพื้นที่หลักในการรันระบบ Windows และเก็บไฟล์ชั่วคราว หากพื้นที่ไดรฟ์ C เหลือน้อยเกินไป (แถบขึ้นสีแดง) คอมพิวเตอร์จะทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ให้ทำการลบไฟล์ขยะ ลบโปรแกรมที่ไม่ใช้ หรือย้ายไฟล์งานไปไว้ที่ไดรฟ์อื่นเพื่อคืนพื้นที่ว่าง
สรุป: ทำอย่างไรหากลองทุกวิธีแล้ว Chrome ยังคงค้างและหน่วง?
การแก้ไขปัญหา Google Chrome กินสเปก หรือทำคอมพิวเตอร์ค้าง ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณหมั่นจัดการแท็บที่ไม่ใช้ ลบส่วนขยายขยะ อัปเดตเบราว์เซอร์ เคลียร์ไฟล์ Cache และดูแลพื้นที่ในคอมพิวเตอร์เป็นประจำ คุณก็จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างลื่นไหลและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและเสียเงินไปลง Windows ใหม่ หรือส่งร้านซ่อมเลยแม้แต่น้อย